ความแตกต่างของ คู่แข่งทางธุรกิจ แบบ “ทางตรง” และ “ทางอ้อม” ที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ 

ในโลกการแข่งขันทางการค้า การเข้าใจ คู่แข่งทางธุรกิจ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวนำคู่แข่งได้อย่างมั่นคง การรู้ว่าใครคือคู่แข่งของคุณ และพวกเขาอยู่ในประเภทไหน จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาด การขาย และการพัฒนาสินค้าได้อย่างแม่นยำ 

คู่แข่งในตลาดแบ่งออกได้หลัก ๆ เป็น 2 ประเภท คือ คู่แข่งทางตรง และ คู่แข่งทางอ้อม ซึ่งแต่ละแบบส่งผลต่อธุรกิจในมุมที่ต่างกัน บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจความหมาย ความแตกต่าง และตัวอย่าง เพื่อช่วยให้คุณรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

คู่แข่งทางตรง คืออะไร? 

คู่แข่งทางตรง หมายถึง คู่แข่งทางธุรกิจ ที่ขายสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน เจาะตลาดเดียวกัน และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเดียวกัน ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกซื้อจากคุณหรือเขาได้ทันที 

เช่น ร้านกาแฟสองร้านที่ตั้งอยู่ใกล้กันและมีเมนูใกล้เคียงกัน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปร้านใดก็ได้หากพบว่าราคา โปรโมชั่น หรือคุณภาพตอบโจทย์มากกว่า การแข่งขันลักษณะนี้ถือว่ารุนแรงเพราะมีโอกาสแย่งลูกค้ากันได้ตลอดเวลา 

คู่แข่งทางอ้อม คืออะไร? 

คู่แข่งทางอ้อม คือ คู่แข่งทางธุรกิจ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแบบเดียวกัน แต่ใช้สินค้าและบริการที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น ร้านขายไก่ทอดกับร้านขายขนมปังอบ ทั้งสองตอบสนองความต้องการเรื่องอาหาร แต่ไม่ได้แทนกันโดยตรง 

แม้ว่าคู่แข่งทางอ้อมจะไม่กระทบฐานลูกค้าเท่าคู่แข่งทางตรง แต่ก็สามารถดึงความสนใจไปได้หากมีจุดเด่นที่ตรงใจลูกค้ามากกว่า เช่น รสชาติ ราคา หรือความสะดวกสบาย 

ตารางเปรียบเทียบ คู่แข่งทางธุรกิจ คู่แข่งทางตรงและทางอ้อม 

  1. ผลกระทบต่อธุรกิจ 
  • คู่แข่งทางตรง: แข่งขันในตลาดเดียวกัน สินค้าคล้ายกัน ส่งผลกระทบโดยตรง 
  • คู่แข่งทางอ้อม: แข่งขันเพียงในระดับความต้องการ ไม่ใช่สินค้าประเภทเดียวกัน 
  1. ความคล้ายของสินค้า/บริการ 
  • ทางตรง: สินค้าคล้ายหรือเหมือนกัน ต่างกันแค่แบรนด์หรือเอกลักษณ์ 
  • ทางอ้อม: สินค้าต่างกัน แต่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานเดียวกัน 
  1. การตั้งราคา 
  • ทางตรง: ราคามีอิทธิพลต่อกันและกันอย่างชัดเจน 
  • ทางอ้อม: ราคามักไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะสินค้าอยู่คนละหมวด 
  1. ความสัมพันธ์กับลูกค้า 
  • ทางตรง: ลูกค้าย้ายไปซื้อจากคู่แข่งได้ง่ายหากมีข้อเสนอที่ดีกว่า 
  • ทางอ้อม: ลูกค้ามักตัดสินใจจากความชอบส่วนตัวมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว 

ตัวอย่างของ คู่แข่งทางธุรกิจ ทั้งสองประเภท 

คู่แข่งทางตรง 

  • กาแฟอเมซอน และ สตาร์บัคส์ — ทั้งสองขายกาแฟและเครื่องดื่มประเภทเดียวกัน เจาะกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันในหลายทำเล 
  • เซเว่น อีเลฟเว่น และ แฟมิลี่มาร์ท — ร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าประเภทเดียวกันและตั้งอยู่ในพื้นที่คล้ายกัน 
  • เซ็นทรัล และ เดอะมอลล์ — ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่แข่งขันกันดึงลูกค้ากลุ่มกลางถึงบน 

คู่แข่งทางอ้อม 

  • ร้านข้าวมันไก่ และ ร้านก๋วยเตี๋ยว — แม้เมนูต่างกัน แต่ตอบโจทย์ความต้องการอาหารมื้อด่วนเหมือนกัน 
  • MK Restaurant และ บาร์บีคิวพลาซ่า — ให้บริการอาหารแบบนั่งทานในร้าน แต่เมนูหลักแตกต่างกัน (สุกี้ vs ปิ้งย่าง) 
  • เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ และ สวนน้ำการ์ตูนเน็ทเวิร์ค — แม้รูปแบบกิจกรรมต่างกัน แต่ทั้งคู่ตอบสนองความต้องการด้านความบันเทิงและการพักผ่อน 

ตารางเปรียบเทียบ คู่แข่งทางธุรกิจ คู่แข่งทางตรงและทางอ้อม 

ประเด็น คู่แข่งทางตรง คู่แข่งทางอ้อม
ผลกระทบต่อธุรกิจ สูงมาก ปานกลาง
ความคล้ายของสินค้า สูง ต่ำ
การตั้งราคา มีผลต่อกัน ไม่ค่อยมีผลต่อกัน
ความสัมพันธ์กับลูกค้า ลูกค้าสามารถสลับไปมาได้ง่าย ขึ้นกับความชอบและประสบการณ์

กลยุทธ์รับมือ คู่แข่งทางธุรกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 

การรู้จักประเภทของ คู่แข่ง อย่างเดียวไม่พอ สิ่งสำคัญคือการมีกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสร้างความได้เปรียบในตลาด 

1. วิเคราะห์ตลาดและคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง 

  • ติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่ง เช่น ราคา โปรโมชั่น ช่องทางการขาย และการสื่อสารการตลาด 
  • ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ เช่น Google Trends, Social Listening หรือสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค 

2. สร้างจุดขายที่แตกต่าง (Unique Selling Proposition – USP) 

  • หากเจอกับ คู่แข่งทางตรง ควรสร้างความโดดเด่นด้านคุณภาพ การบริการ หรือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ 
  • หากเจอกับ คู่แข่งทางอ้อม ควรหาจุดเชื่อมที่ดึงลูกค้าจากตลาดที่ใกล้เคียง เช่น เพิ่มเมนูใหม่ โปรโมชั่นร่วม หรือแพ็กเกจบริการพิเศษ 

3. ปรับกลยุทธ์ด้านราคาอย่างชาญฉลาด 

  • คู่แข่งทางตรง: ควรวางราคาที่แข่งขันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องถูกที่สุด อาจใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่า (Value Added) แทน 
  • คู่แข่งทางอ้อม: ราคาสามารถแตกต่างได้ แต่ควรให้ลูกค้าเห็นความคุ้มค่าที่มากกว่า 

4. ขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้า 

  • เพิ่มช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดีย 
  • ทำโปรโมชั่นหรือกิจกรรมร่วมกับพันธมิตร เพื่อเจาะตลาดใหม่และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ 

5. พัฒนาประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) 

  • ให้บริการที่รวดเร็ว เป็นกันเอง และแก้ปัญหาได้ทันที 
  • เพิ่มบริการเสริม เช่น จัดส่งฟรี การรับประกันสินค้า หรือโปรแกรมสะสมแต้ม 
คอร์สวางกลยุทธ์การตลาดและการบริหาร

เรียนวางแผนกลยุทธ์ในคอร์สกลยุทธ์ธุรกิจ 

เรียนรู้ – วิเคราะห์ – วางแผน – ลงมือทำ พร้อมที่ปรึกษาส่วนตัว 

หากคุณกำลังมองหาคอร์สที่จะช่วยให้คุณเข้าใจธุรกิจของตัวเองอย่างลึกซึ้ง พร้อมได้แนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริง คอร์ส “กลยุทธ์ธุรกิจครบวงจร” ของ IDM council คือคำตอบที่ใช่ 

สิ่งที่คุณจะได้จากคอร์สนี้ 

  1. วิเคราะห์ตัวเอง 
  • ค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงานของคุณ 
  • ประเมินศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อใช้ต่อยอดสู่การวางแผนธุรกิจ 
  1. วิเคราะห์ธุรกิจ 
  • เจาะลึกโมเดลธุรกิจ (Business Model) 
  • วิเคราะห์ตลาด คู่แข่ง และโอกาสการเติบโต 
  • ประเมินจุดที่ควรปรับปรุงและต่อยอดได้ทันที 
  1. เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน 
  • การตลาดดิจิทัล 
  • กลยุทธ์การขาย 
  • การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ธุรกิจ 
  1. ปรึกษาธุรกิจ 
  • ได้รับคำแนะนำเฉพาะธุรกิจของคุณ 
  • ผู้เชี่ยวชาญช่วยปรับแผนและให้แนวทางปฏิบัติจริง 

จุดเด่นของคอร์ส 

  • เน้นการเรียนรู้แบบ Workshop ลงมือทำจริง 
  • สามารถนำความรู้ไปใช้ต่อยอดได้ทันทีในธุรกิจของคุณ 

 เหมาะสำหรับ 
ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ หรือผู้ที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ และต้องการมีแผนกลยุทธ์ชัดเจน พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ 

การรับมือ ต้องมองทั้งคู่แข่งทางตรงที่อยู่ในสนามเดียวกัน และคู่แข่งทางอ้อมที่อาจดึงความสนใจของลูกค้าไป การวิเคราะห์ตลาด สร้างจุดขาย และปรับกลยุทธ์อย่างยืดหยุ่น คือกุญแจสู่การรักษาความได้เปรียบและการเติบโตในระยะยาว 

สรุป 

การเข้าใจว่าธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับ คู่แข่ง แบบไหน คือก้าวแรกของการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ คู่แข่งทางตรงบีบให้คุณต้องพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คู่แข่งทางอ้อมอาจไม่รุนแรงเท่า แต่ก็สามารถแย่งความสนใจของลูกค้าได้เช่นกัน หากคุณสามารถวิเคราะห์ทั้งสองประเภทได้อย่างลึกซึ้ง ธุรกิจของคุณก็จะพร้อมรับมือและเติบโตได้อย่างมั่นคง 

About The Author

This will close in 0 seconds